เงินทุน เงินกู้ เรื่องควรรู้ของธุรกิจสตาร์ตอัป

By EGG Digital
8 months ago

บทความที่แล้ว เราพูดถึงวิธีจัดการ Cash Flow ของธุรกิจสตาร์ตอัปไม่ให้ประสบภาวะ Cash Short หรือเงินสดขาดมือจนต้องกู้เงินมาหมุนตลอดเวลา คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องประเภทของเงินที่ต้องใช้จ่ายในธุรกิจสตาร์ตอัป และวิธีจัดการเงินประเภทต่างๆ กันบ้าง

เงินประเภทแรกคือเงินทุน

เวลาที่เราเริ่มทำธุรกิจสตาร์ตอัป ก็ต้องไปหาเงินมาลงทุนก่อน เราเรียกเงินนี้ว่า “เงินทุน” เงินทุนมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนจากตัวเราเอง จากพ่อแม่ จากโครงการ Startup Accelerator ต่างๆ เงินทุนก้อนแรกพวกนี้เราเรียกว่า “เงินทุนตั้งต้น” หรือ “Seed Money”

พอเราลงทุนทำธุรกิจไปสักพักจนผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นตัวเป็นตน อาจจำเป็นต้องหาเงินทุนก้อนใหม่ ธุรกิจสตาร์ตอัปปัจจุบันนี้มักไปหาเงินมาจาก “Venture Capital” เมื่อได้เงินทุนก้อน A หรือเงินทุนก่อนออกผลิตภัณฑ์ ก็อาจจะมีก้อน B ก้อน C ตามมา เหมือนเป็นเงินทุนครั้งที่หนึ่ง สอง สาม ซึ่งจะมีนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนเรื่อยๆ เราต้องรู้จักวางแผนหาเงินทุนล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือน รู้ว่าพอเงินใกล้หมดแล้วเราจะหาเงินมาเพิ่มจากไหน อย่าลืมว่าการหาเงินมาลงทุนมันต้องใช้เวลา ไม่ใช่อยากได้ปุ๊บก็มาปั๊บ ถ้ารอให้เงินหมดแล้วค่อยไปหา ธุรกิจอาจจะหยุดชะงักเนื่องจากไม่มีเงินมาหมุน

พอธุรกิจเริ่มโตได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็อาจต้องการขยายธุรกิจ แต่การขยายธุรกิจต้องใช้เงินทุนสูง มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดค่อนข้างเยอะเพื่อทำให้คนรู้จักผลิตภัณฑ์ของเรา ดังนั้นเราจึงต้องมีเงินอีกประเภทหนึ่งมาเสริม

เงินประเภทสองคือเงินกู้

“เงินกู้” เป็นเงินที่เราต้องไปกู้กับธนาคารหรือจากคนปล่อยกู้ สิ่งที่เราต้องแบกรับจากการกู้คือภาระดอกเบี้ยและต้องคืนเงินต้นด้วย ก่อนธนาคารจะให้กู้เขาก็จะดูปัจจัยหลายๆ อย่างของบริษัท เช่น ดูว่าบริษัทนั้นมีทุนเท่าไร มีผู้ถือหุ้นเอาเงินมาใส่เท่าไร บริษัทมีกำไรหรือยัง ถ้ายังไม่มีกำไรเขาจะดูว่าบริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตได้หรือเปล่า ดูว่าผู้บริหารน่าเชื่อถือไหม ดูสัดส่วนเงินกู้ต่อเงินทุนหรือ D/E ratio ว่าสูงหรือต่ำไปหรือเปล่า ถ้าสัดส่วนต่ำคือเงินกู้ต่ำ เงินทุนสูง ธนาคารโอเคอยู่แล้ว แต่ถ้าสัดส่วนสูงไป ธนาคารอาจจะไม่ให้กู้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของธุรกิจด้วย

นอกจากการกู้เงินจะมีภาระดอกเบี้ยและต้องคืนเงินต้นแล้ว ผู้กู้ยังต้องมีภาระอื่นด้วย เช่น ต้องส่งงบการเงิน บางทีธนาคารจะคุมแม้กระทั่งแผนการลงทุนว่าปีนี้เราลงทุนได้กี่บาท หรือห้ามลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักเพื่อป้องกันความเสี่ยง แน่นอนว่าในช่วงแรกธุรกิจสตาร์ตอัปเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยเงินกู้จะแพงมาก ยิ่งความเสี่ยงสูงดอกเบี้ยยิ่งแพง

แต่ทำยังไงให้ดอกเบี้ยมันลดลง เราก็ต้องลดความเสี่ยงโดยใช้หลักประกัน ผู้ถือหุ้นอาจต้องค้ำประกันโดยเอาเงินของตัวเองฝากไว้กับธนาคาร หรือบริษัทไหนมีทรัพย์สิน เช่น อาคาร บ้าน ที่ดิน ก็เอามาจำนองได้ ธนาคารจะได้มีหลักประกันว่าถ้าเราคืนเงินกู้ไม่ได้ ก็ต้องโดนยึดทรัพย์สินซึ่งมีมูลค่าเพียงพอกับจำนวนเงินกู้ ดังนั้นเวลาจะกู้เงิน เราต้องวางแผนการเงินดีๆ ดูว่าธุรกิจในอนาคตของเราเป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้หรือไม่ รายได้จะเข้ามายังไง รายจ่ายจะออกไปยังไง เงินที่เราได้มาจะพอจ่ายเงินต้นกับดอกเบี้ยไหม สิ่งเหล่านี้ต้องมีคนที่มีความรู้ด้านการเงินมาช่วย ไม่งั้นจะเกิดปัญหาว่าอยู่ดีๆ บ้านหาย รถโดนยึด เพราะไม่ได้ดูอย่างละเอียดว่าธุรกิจที่เราทำจะมีความสามารถในการชำระหนี้หรือเปล่า ดังนั้นเวลาเจ้าของธุรกิจทำแผนธุรกิจแล้ว ก็ต้องทำแผนการเงินควบคู่ไปด้วยเสมอ  เจ้าของธุรกิจควรจะมีความรู้ด้านการเงิน  หากทำแผนธุรกิจและแผนการเงินแยกกันก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการจัดการด้านการเงิน พอจัดการเงินยาก เกิดเงินขาด ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจ บางทีอาจถึงขั้นปิดกิจการเลยก็เป็นได้

“อย่าลืมว่าเจ้าของธุรกิจสตาร์ตอัป ไม่ใช่มีความรู้แค่การบริหารงานอย่างเดียว แต่ต้องบริหารเงินให้เป็นด้วย ธุรกิจจึงจะอยู่รอด”

Website: www.eggdigital.com
LINE: @eggdigital
E-mail: eggdigital@ascendcorp.com
Call center: 02-020-2364

Related Post