Big Data : เรื่องใหญ่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

By EGG Digital
1 year ago

เรามักจะรู้กันว่า “Big data” นั้นเป็นศัพท์เฉพาะที่นิยมมากสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ด้วยแหล่งข้อมูลที่เหล่าผู้ประกอบการมีอยู่ อะไรคือคำสัญญาและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก?

สำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก การจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ให้มากที่สุด คุณจะต้องมีกลยุทธ์และกระบวนการ ฉันได้พูดคุยกับ Marina Erulkar ผู้ขับเคลื่อนข้อมูลกลยุทธ์ทางการตลาด ที่เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและประธานของ Hampstead Solutions LLC ซึ่ง Marina ได้แนะนำ 8 ขั้นตอนที่ควรนำไปใช้เพื่อควบคุมพลังของข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กไว้ดังนี้

1. โฟกัสให้เฉียบคมเหมือนเลเซอร์

เพื่อจะหาประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ให้มากที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องมีการโฟกัสอย่างเฉียบคมไปที่ความตั้งใจและเป้าหมายของพวกเขา เลือกสิ่งที่จะพิจารณาอย่างตั้งใจ โดยไม่ต้องไม่ใส่ใจสิ่งที่เหลือ สิ่งที่ Marina บอกกับเราก็คือ การมีระเบียบวินัยเป็นกุญแจสำคัญของการควบคุมพลังของข้อมูลขนาดใหญ่และถ้าหากคุณไม่มีระเบียบวินัย คุณก็จะถูกตัวชี้วัดทั้งหลายถล่มเอาได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะคุณสามารถวัดผลได้ ไม่ได้แปลว่าคุณควรวัดมัน เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ได้มีประโยชน์เสมอไป

ยกตัวอย่างเช่น การใช้ตัวชี้วัดอย่างจำนวน “Like” ที่ได้รับบน Facebook แม้ยอด Like จะเป็นแหล่งข้อมูลหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจสามารถจับต้องได้ง่าย แต่มันไม่ได้บอกอะไรกับคุณเลย ผู้เข้าชมนับล้านอาจกดปุ่ม Like โดยที่ไม่ได้อ่านคอนเทนต์ด้วยซ้ำ (คุณก็อาจจะเคยทำเช่นกัน) และถ้าจำนวน Like เหล่านั้นไม่ได้ทำนายความสำเร็จอะไรให้กับคุณเลย มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปประเมินมัน

2. มีเป้าหมายของความสำเร็จที่ชัดเจน

หลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัทเปิดใหม่นั้นจำเป็นจะต้องสร้างเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายเหล่านั้นจำเป็นต้องกำหนดเส้นชัยเอาไว้เพื่อให้คุณรู้ว่าความสำเร็จนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจใหม่ๆ อาจมีเป้าหมายระยะสั้นคือการหาลูกค้า แต่เป้าหมายในระยะยาวคือทำให้รายได้ที่มาจากลูกค้าเหล่านั้นเพิ่มเป็นสองเท่า ด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนนี้รวมทั้งระยะเวลาที่เหมาะสม บริษัทอาจจะโฟกัสไปยังการหาลูกค้าจนกระทั่งไปถึงเป้าหมายแรก หลังจากนั้นจึงโฟกัสไปที่การเติบโตของลูกค้าหรือควบคู่กันไป

“ด้วยการตั้งเป้าหมาย ธุรกิจขนาดเล็กต้องคัดเลือกวิธีและสถานที่จัดสรรทรัพยากรอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้เกิดการก้าวไปสู่การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ  การตั้งเป้าหมายยังทำให้แน่ใจว่าผลการชี้วัดจะมีคุณค่าและทันตามเวลาที่กำหนด และมันจะช่วยให้คุณระบุข้อมูลที่คุณต้องการล่วงหน้าได้ หรือถ้าข้อมูลที่คุณต้องการยังไม่ปรากฏขึ้น คุณก็จะสามารถระบุแหล่งข้อมูลและสร้างชุดข้อมูลที่จำเป็นได้ทันเวลา” Marina กล่าว

3. ตรวจสอบสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้

สร้างแผนการเรียนรู้เพื่อให้คุณได้รับความรู้และข้อมูลที่จะสามารถนำมาใช้ในอนาคต

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ การที่บริษัทเปิดใหม่เติบโตขึ้นจากการหาลูกค้าเพิ่ม โดยโฟกัสไปยังกลยุทธ์ up-selling และ cross-selling เท่านั้น พวกเขาอาจต้องทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสใหม่ๆ จากลูกค้าที่มีอยู่

ธุรกิจต้องมีเวลาสำหรับการประเมินระบบ CRM เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าจะได้รับการจับตามองและเพื่อแนะนำฝ่ายบริการลูกค้าให้เก็บเกี่ยวและป้อนข้อมูลบางอย่างเข้าไป และพร้อมๆ กับการสร้างแผนการเรียนรู้ ธุรกิจของคุณก็จะเพรียบพร้อมไปด้วยตัวชี้วัดและความรู้เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

การกำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลความรู้ที่ความจำเป็นและมีประโยชน์นั้น ควรเกิดขึ้นล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระบวนการล่าช้าลง ถูกรบกวน หรือออกนอกแผนที่วางไว้

4.ใช้ KPI และตัวชี้วัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของคุณ

Marina สนับสนุนให้ใช้ KPI และเลือกตัวชี้วัดอย่างชาญฉลาด เพราะตัวเลขเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำหรับข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญต่อการตัดสินใจของคุณ ดังนั้น ตัวชี้วัดที่คุณจะเลือก ควรจะต้องบ่งบอกถึงความคืบหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

ยกตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัดที่สนับสนุนเป้าหมายในการหาลูกค้า อาจดูที่การตอบสนองต่อข้อความ (opens and clicks) การรับรู้ (traffic and page view)  ต้นทุนแปรสภาพ (cost per click, cost to acquire ฯลฯ) และ ยอดขาย (สินค้าและรายได้)

“ตัวชี้วัดควรถูกเลือกเพราะมันให้ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญกับเรา แม้สิ่งนี้จะต้องใช้ความมีวินัยระดับหนึ่ง แต่ผลตอบแทนที่ได้คือความมั่นใจในการตัดสินใจและช่วยป้องกันการไขว้เขวจากตัวเลขที่ว่างเปล่า”

ดังนั้นถ้าธุรกิจขนาดเล็กทำงานภายใต้กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบการสมัครสมาชิก พวกเขาก็จะมุ่งเน้นไปยัง CMRR (รายได้ผูกมัดรายเดือน) และอัตราการต่ออายุ สำหรับบางบริษัท การจัดการข้อกำหนดและกฎระเบียบอาจส่งผลต่อการเลือกตัวชี้วัดได้เช่นกัน”

5. เข้าใจคุณภาพของข้อมูล

ธุรกิจควรมีความมั่นใจในข้อมูลที่สนับสนุนความรู้และการตัดสินใจของพวกเขา Marina อธิบายไว้ว่า การรู้ถึงแหล่งที่มา อายุ และสุขลักษณะของข้อมูลจะทำให้เรามีความเชื่อมั่นในผลลัพท์ที่ได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าข้อมูลการขายมีเพียงลูกค้าที่หันมาใช้สินค้าเรา โดยไม่รวมถึงความล้มเหลวหรือการขายที่ไม่สำเร็จ ชุดข้อมูลของคุณก็จะไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ตัวชี้วัดและการวางแผนผิดเพี้ยนไป

อีกนัยยะหนึ่ง ข้อมูลของคุณอาจจะ “ไม่สะอาด” เพราะถ้าคุณใส่ข้อมูลที่ผิดพลาดเข้าไป ข้อมูลที่จะได้รับก็คือความผิดพลาดเช่นกัน

6. วัดผลเป็นประจำ

บริษัทควรสร้าง KPI ที่พวกเขาเลือกและวัดผลมันเป็นประจำ และผลลัพท์ที่ได้ควรถูกนำเสนอเป็นประจำเพื่อที่จะสามารถกำหนดทิศทางและโอกาสได้

“จำนวนรายได้ที่ธุรกิจสร้างขึ้นก็เป็นตัวเลขของธุรกิจนั้นๆ พวกมันสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และวิธีเดียวที่จะเข้าใจธุรกิจผ่านตัวเลขนั้น คือการสร้างตัวเลขที่สำคัญเหล่านั้นและวัดผลเป็นประจำ” Marina กล่าว “หลังจากนั้น เพิ่มข้อมูลเชิงลึกเข้าไปด้วยผลที่ชาญฉลาดมากขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน”

7. ตั้งคำถาม

Marina ชี้ให้เห็นว่า ขั้นตอนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวผลจากการวางแผน การทำรายงาน และการวิเคราะห์ การเข้าใจผลของตัววัดค่านั้นต้องใช้การคิดอย่างมีวิจารณญาณ คุณจะต้องรู้จักธุรกิจของคุณ เป้าหมายของคุณ และจำนวนการสั่งซื้อที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในขั้นตอนสำคัญนี้ ซึ่งไม่มีอะไรสามารถทดแทนได้

การมองล่วงหน้าไปยังสิ่งที่คุณมีก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะบันทึกไว้ว่า ความต้องการจะเพิ่มขึ้นด้วยส่วนลด กลยุทธ์ที่ชัดเจนคือการลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยผลที่คาดว่าจะได้รับคือความต้องการของลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การลดราคาลงอาจเป็นการฆ่าตัวตายได้ เพราะฉะนั้นจงตรวจสอบปัจจัยอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นด้วย (เช่นผลตอบรับผลิตภัณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน จะลดการรับรู้คุณค่าของผลิตภัณฑ์ลง) และนำสิ่งนี้มาพัฒนาในขั้นถัดไป

“การตรวจสอบผลลัพธ์เป็นประจำทุกวันจะทำให้คุณรู้จักธุรกิจ รวมทั้งสุขภาพและประสิทธิภาพของธุรกิจคุณ ผ่านตัวเลขเหล่านี้ ธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถตระหนักถึงการปรับปรุงและการพังทลายได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งความปกติและความผิดปกติที่เกิดขึ้น การวัดค่าจะกลายเป็นข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็วเมื่อทำอย่างต่อเนื่องและหมั่นตรวจสอบวิกฤติที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยรักษาการรับรู้ การประมาณการและการตัดสินใจเอาไว้”

8. ทำสิ่งที่คุณค้นพบซ้ำๆ

นี่คือสิ่งที่ธุรกิจขนาดเล็กมีความได้เปรียบ ด้วยการตัดสินใจอย่างมีตรรกะบนพื้นฐานของการวิเคราะห์เชิงลึก ธุรกิจขนาดเล็กนั้นจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีสำหรับการคว้าโอกาสที่จะได้รับการยอมรับเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจและความเร็วที่พวกเขาสามารถปรับตัวได้

ด้วยการขับเคลื่อนของข้อมูลที่ได้รับและการทำกระบวนการเหล่านี้ซ้ำๆ จะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Entrepreneur 

Related Post