4 ขั้นตอนสำคัญก่อนการเปิดตัว Startup

By EGG Digital
1 year ago

ข้อมูลจาก Gust แสดงให้เห็นว่า 50% ของ Startup ที่เริ่มลงทุนในระยะแรก มักจะต้องปิดกิจการลง เพราะถึงแม้ผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีไอเดียที่ดีและทีมที่ฉลาดหลักแหลมมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาล้มเหลวก็คือการไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญและใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมได้ และนี่คือ 4 กลยุทธ์สำคัญก่อนเปิดตัว Startup ที่นักธุรกิจเหล่านี้มักมองข้าม

1. หยุดทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณเพอร์เฟค

การมีคุณลักษณะต่างๆ เช่น การมีความเป็นผู้นำ ทะเยอะทะยาน และมีความมุ่งมั่น อาจช่วยพาบริษัทของคุณไปสู่เป้าหมายได้ แต่คุณควรตระหนักถึงทัศนคติที่เป็นอันตราย ซึ่งสามารถนำไปสู่ความล้มเหลวได้ แม้จะฟังดูน่าประหลาดใจ แต่การเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ก็เป็นหนึ่งในทัศนคติที่อันตรายเช่นกัน

เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์เพอร์เฟคชั่นนิสต์ คือการเอาชนะคู่แข่งด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ในเมื่อไม่มีอะไรที่สามารถชี้วัดความสมบูรณ์แบบได้ สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอคือ พวกเขาจะทำการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้าไปเพื่อให้สินค้าดีกว่าเดิมอยู่เสมอ โดยลืมคำนึงถึงการพัฒนาตลาดและการเติบโตของธุรกิจไป

วิธีแก้ปัญหานี้ คือการเพิ่มการทำวิจัยตลาดให้เป็นหนึ่งในงานหลักของธุรกิจ การนำวิธี Lean Startup หรือ Agile Development มาประยุกต์ใช้ เช่น การสร้างตัวอย่างผลิตภัณฑ์และให้กลุ่มอาสาสมัครทดลองใช้ เพื่อฟังผลตอบรับ จะสามารถช่วยให้คุณเข้าใจว่าฟีเจอร์ไหนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกค้า ด้วยวิธีนี้ คุณจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคุณได้ในหลากหลายทิศทาง และยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะปรับปรุงและพัฒนาสินค้าให้เข้ากับความต้องการของตลาดและธุรกิจของคุณ

2. สร้างลิสต์อีเมล์

ตั้งแต่ lean startup กลายเป็นที่รู้จัก startup ส่วนใหญ่ก็พยายามที่จะนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจของตน แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นั้นเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ lean (การลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น) ผิดไป

การรับเอาหลักการของ lean startup มาใช้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพราะ lean คือการสร้างความสมดุลระหว่างความคิดและการนำเสนอ แน่นอนว่าคุณจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคุณ ได้เลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของคุณ ดังนั้น คุณควรสร้างความสมดุลระหว่างเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และที่ต้องใช้ในการเพิ่มพูนลิสต์รายชื่อลูกค้า

กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณต้องทำอย่างเป็นทางการคือสร้างลิสต์ ในขณะที่ทีมของคุณกำลังทำงานหนักเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ สิ่งแรกที่คุณควรโฟกัสคือการสร้างกลุยุทธ์สำหรับการเติบโตของธุรกิจคุณ โดยทั่วไปแล้ว การสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจประกอบไปด้วย 4 สิ่งนี้ – ดึงดูด มีส่วนร่วม เพิ่มการจัดหา และรักษาไว้ แม้ว่าจะมีกลยุทธ์หลากหลายแบบที่อยู่ภายใต้การเติบโตของตลาด แต่การจัดหาลูกค้าก็เป็นหนี่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด

ก้าวแรกสำหรับการเริ่มต้นสร้างลิสต์คือการตั้งค่า landing page ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าชมทิ้งอีเมล์เอาไว้แลกเปลี่ยนกับสิทธิพิเศษ สินค้าราคาพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ หรืออะไรก็ตามที่จูงใจให้พวกเขาเลือกกรอกอีเมล์ลงไป สิ่งที่สำคัญคืออย่าหยุดสร้างลิสต์และคอยหมั่นอัพเดทลิสต์นั้นเสมอ

ถ้าคุณสามารถหาวิธีเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมให้กับ landing page ของคุณได้ คุณก็จะสามารถเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลง และเก็บสะสมอีเมล์ได้มากขึ้น คุณควรมุ่งไปที่การมีส่วนร่วมในฟอรั่มของลูกค้าผ่านทาง social media ต่างๆ และชักจูงผู้คนเหล่านี้ไปยัง landing page

ด้วยวิธีนี้ คุณก็จะมีลิสต์ที่มีคุณค่าซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่สนใจที่จะทดสอบหรือแม้กระทั่งซื้อสินค้าของคุณ กฎง่ายๆ ก็คือ อย่าเพิ่งเปิดตัวถ้าคุณยังไม่มีลิสต์อีเมล์อยู่ในมือ

3. ศึกษาเทรนด์ทางการตลาด

การทำการวิจัยทางการตลาดอย่างละเอียดควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจ บริษัทขนาดใหญ่มากมายมักจะลงทุนนับล้านบาทต่อปีเพื่อซื้อ white paper (เอกสารในหัวข้อที่จัดทำขึ้นเฉพาะองค์กร) และทำการคาดการณ์สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมของพวกเขา

แต่ในฐานะที่คุณเป็น startup ที่อยู่ในขั้นแรกเริ่มของธุรกิจ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากคุณไม่สามารถจัดสรรเงินมากมายขนาดนั้นเพื่อซื้อข้อมูลวิจัยทางการตลาด แต่มันก็อาจเป็นความผิดพลาดอันใหญ่โตเช่นกัน ถ้าคุณไม่มีกลยุทธ์ในการทำวิจัยทางการตลาดเลย

โชคดีที่ยังมีแหล่งข้อมูลบางที่ที่คุณสามารถเอื้อมถึงได้ในการวิจัยทางการตลาดของคุณ หนึ่งในนั้น ก็คือ Consumer Barometer โดย Google ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ฟรีและเหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มและเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ แม้กระทั่งผู้ประกอบการที่ชาญฉลาดก็มักจะมองข้ามความจริงที่ว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มล้วนแล้วแต่มีความต้องการที่แตกต่างกันไป ถ้าหากธุรกิจของคุณมีกลุ่มลูกค้าที่มากกว่า กลุ่ม คุณควรที่จะต้องตรวจทานกลยุทธ์ทางธุรกิจของคุณใหม่และทำให้มันใจได้ว่าสินค้าของคุณนั้น มีบริการที่ไปในทิศทางเดียวกันกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม

4. หาเวลาเขียนบล็อก

ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือเว็บไซต์ที่มีดีไซน์เฉพาะขององค์กรนั้นๆ มักจะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้มากเท่ากับเว็บไซต์ที่สร้างความบันเทิงหรือให้ความรู้ แม้กระทั่งเว็บไซต์ e-commerce ก็เช่นเดียวกัน เพราะถึงแม้คุณจะเพิ่งเริ่มสร้างธุรกิจ e-commerce ในด้านแฟชั่น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าของคุณ ถ้าคุณไม่สามารถพิสูจน์คุณค่าให้ลูกค้าเห็นได้

หากพื้นฐานของธุรกิจของคุณไม่ได้ให้ความบันเทิงแก่ลูกค้ามากนัก หรือหากคุณได้ใช้เงินมากเกินในการออกแบบเว็บไซต์จนไม่อยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบอีกต่อไปแล้ว คุณสามารถงัดกลยุทธ์คอนเทนต์ทางการตลาดมาใช้เพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับคุณได้เช่นกัน

การให้ความรู้แก่ลูกค้านั้น สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมและถือเป็นการให้รางวัลแก่ผู้เข้าชมได้เช่นกัน เพราะทุกวันนี้ คุณสามารถสร้างบล็อกและเผยแพร่คอนเทนท์ที่สะท้อนถึงสิ่งที่ผู้เข้าชมสนใจได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

อย่างไรก็ดี การเขียนคอนเทนต์เพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์ของคุณอย่างเดียวบ่อยๆ อาจเป็นอันตรายต่อธุรกิจของคุณได้ เคล็ดลับของความสำเร็จคือการเขียนคอนเทนท์ที่ช่วยให้ผู้เข้าชมรับมือกับปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญได้โดยที่พวกเขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

เคล็ดลับสุดท้าย

ความผิดพลาดที่ผู้ประกอบการและนักการตลาดมักทำเหมือนๆ กันคือการชักจูงผู้ชมจากทุกช่องทางไปสู่ landing page เดียว

ถึงแม้เว็บไซต์ของคุณอาจเป็นช่องทางการขายที่สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ธุรกิจของคุณได้เป็นอย่างดี landing page ในแต่ละหน้าควรถูกออกแบบไว้สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม และมีการออกแบบให้เข้ากับลักษณะนิสัยของลูกค้าในกลุ่มนั้นๆ

การเข้าใจบุคลิกของลูกค้าจะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าและเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยวิธีนี้ คุณจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ด้วยข้อเสนอต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก Entrepreneur

 

 

 

Related Post